พิธีการสร้าง…ความยิ่งใหญ่

ASEANAPOL 1

ASEANAPOL conference@Pattaya

Hallo….Morning la. Long time no see la. How are you la ? ….เสียงทักทายกันของประดาตำรวจจากประเทศสมาชิกในประชาคมอาเซี่ยน เป็นภาษาอังกฤษสำเนียงมาเลย์ สิงคโปร์ หรือที่เรียกเป็นสแลงว่า Singlish (Singaporian-English) ดังระงมทั่ว lobby โรงแรมดุสิตธานีพัทยา…ใช่แล้วครับตอนนี้ผมอยู่่ระหว่างกลางหมู่มวลสมาชิกเพื่อนตำรวจจากอาเซี่ยน ที่มาประชุมประจำปีกัน นัยว่าเป็นการประชุมเพื่อซักซ้อมความร่วมมือในการทำงานร่วมกัน เนื่องจากว่า วันนี้โจรมันไม่ได้ทำงานกันในประเทศใดประเทศหนึ่งแล้วครับ พวกมันต่าง “Go Inter” ทำงานกันเป็นเครือข่ายในระดับนานาชาติ ซึ่งถ้าตำรวจไทย หรือตำรวจในอาเซี่ยนยังมะงุมมะงาหรา คิดแต่เรื่องภายในกรอบประเทศตัวเอง ก็คงตามทางโจรกันไม่ทันหล่ะครับ ว่าดังนั้นแล้ว เหล่า “ม๋าต๋า” ประดาตำรวจอาเซี่ยน ก็เลยหาเรื่องมาจับเข่าคุยกันประจำปี ได้เรื่องบ้าง ไม่ได้เรื่องบ้าง แต่อย่างน้อยก็สร้างความสัมพันธ์กันเบื้องต้น เวลาพูดจาประสานขอความร่วมมือ ขอความช่วยเหลือข้ามประเทศ จะได้ “เมื่อยมือ” น้อยหน่อย…ฮา !

ASEANAPOL conference@Pattaya

ASEANAPOL conference@Pattaya

จะว่าไปแล้ว ตำรวจในอาเซี่ยนก็ทันสมัยไม่น้อยเลย เนื่องจากว่าอีกสองปีกว่า ๆ ข้างหน้า เราจะรวมกันเป็นหนึ่งเดียวในนามประชาคมอาเซี่ยน ( ASEAN Community) แต่การประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซี่ยน หรือที่เรียกกันว่า ASEANAPOL หน่ะเค้าทำกันมากว่าสามสิบปีแล้วครับพี่น้อง แล้วครั้งนี้ที่ม๋าต๋าตำรวจไทยเป็นเจ้าภาพ ก็จัดได้ว่าเป็นครั้งที่ 33 เข้าไปแล้ว โดยครั้งนี้เจ้าภาพพ่ีไทยเลือกเมืองพัทยา เป็นสถานที่จัดการประชุม ระหว่างวันที่ 18-21 ก.พ.56 ที่โรงแรมดุสิตธานีพัทยาครับ

หลายคนถามผมว่าเค้าประชุมหัวหน้าตำรวจอาเซี่ยนกันแล้ว “ผม” ซึ่งไม่ว่าจะมองในแง่มุมไหน ก็ไม่เห็นจะต้องมาเกี่ยวอะไรกะเค้าเลยนิ….น่านซิครับ ผมก็ยังงงๆ ตัวเองอยู่เลยว่า ผมซึ่ง ณ นาทีนี้ เป็น “รองผู้การตำรวจนครบาล 4” ช่างห่างไกลกับกิจกรรมที่เมืองพัทยาในวันนี้เสียเหลือเกิน จะต้องมาเกี่ยวข้องอะไรกันกะเค้าเนี่ย ?

my wonder mind ?

my wonder mind ?

วิเคราะห์เจาะลึกไปแล้ว ก็สรุปได้ว่า มันเป็นเรื่องของ “กรรมเก่า”ครับ ที่ผมได้เคยเล่าให้ฟังไว้หลายครั้งแล้วว่า เนื่องจากการทำหน้าที่ ผู้กำกับการที่ดุริยางค์ตำรวจ และ หน้าที่มือถือไมค์ไฟส่องหน้า รองผู้บังคับการที่กองสารนิเทศ สมบทบาทเกินไปหน่อย ดังนั้น พองานอะไรที่เกี่ยวกับการจัดการ การจัดอีเวนต์ อีเวร ของตร. งานบันเทิงเริงรมย์ พิธีการ พิธีกรรม ต่าง ๆ ของตร. ผมก็เลยถูกอุปโลกให้เป็นออร์แกไนเซอร์​ ไปโดยปริยาย …ซึ่งก็คงปฏิเสธว่าไม่ใช่หน้าที่ก็คงไม่ได้ เนื่องจากในกำหนดหน้าที่การงานของทุกตำแหน่งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ข้อสุดท้ายที่ว่า ….หรือหน้าที่อื่น ๆ ที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการโดยชอบด้วยกฏหมาย….ฯลฯ ซึ่งพอเจอหน้าที่ครอบจักรวาลข้อนี้เข้าไปก็ต้องบอกได้เลยว่า ให้ไปทำอะไร ที่ไม่ผิดกฏหมายก็ต้องไปทั้งนั้นหล่ะคร้าบ…..พี่น้อง

วันนี้ผมคงไม่ได้มาคุยเจาะลึกกันเรื่องรายละเอียดการประชุมอะไรนักหนาหรอกครับ แต่ประเด็นที่อยากจะนำมาฝากกันวันนี้ ก็คือเรื่องที่ท่านผบ.ตร. ท่านพี่อู๋ เปรยขึ้นมาในห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้าที่โรงแรมดุสิตธานี เมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 ก.พ.56 นี้เอง ซึ่งความละเอียดละออ ความพิถีพิถันใน “ทุกเรื่อง” ของท่านผบ.ตร.ท่านนี้ ได้ลงลึกถึงทุกรายละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสวัสดิการความเป็นอยู่ เรื่องเงินเบี้ยเลี้ยงลูกน้องตำรวจที่มาทำงาน จนมีคำพูดขำ ๆ ติดปากอยู่ในทุกการประชุมว่า “ชาติ เกียรติ วินัย เบี้ยเลี้ยง กล้าหาญ” ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง เป็น Fact ที่ผู้บังคับบัญชาตำรวจ “น้อยคน” ที่จะจริงจัง และจริงใจ กับเรื่องที่ว่านี้….และที่สำคัญที่สุดกับการประชุมในวันนั้น จนผมต้องกลับมาคิดแปดตลบ แถมยังต้องมาค้นคว้า ทำรีเสิร์ชต่อ กับประเด็นเล็ก ๆ แต่ทว่ายิ่งใหญ่สำหรับตัวผมมากๆ นั่นก็คือท่านสรุปไว้ในเรื่องการจัดการประชุม การจัดเลี้ยง พิธีการ การต้อนรับ ท่านว่า….หลวงวิจิตรวาทการกล่าวไว้ว่า “พิธีการ สร้่างความยิ่งใหญ่”…..คมครับ พี่น้อง คมมั่กๆ

ผมชักคุ้น ๆ ว่าเอ… คำพูดนี้เป็นคำพูดของหลวงวิจิตรวาทการในหนังสือเล่มไหนหว่า …เพราะจะว่าไปแล้วผมก็เป็นอีกหนึ่งคนที่เป็น “แฟนพันธุ์แท้” ของหลวงวิจิตรวาทการเหมือนกัน ก็เลยกลับไปค้นดู ไม่นานก็พบว่าเป็น “คาถาสร้างความยิ่งใหญ่” ข้อหนึ่ง ซี่งอยู่ในหนังสือ “กุศโลบายสร้างความยิ่งใหญ่” ของหลวงวิจิตรวาทการนั่นเอง ผมอ่านหน้งสือเล่มนี้มาไม่น้อยกว่าสองรอบเหมือนกัน แต่ก็ทิ้งร้างไม่ได้นำกลับมาทบทวนมานานมากแล้ว พอท่านผบ.ตร. ท่านพี่อู๋พูดดังนั้นก็เลยมีโอกาสกลับไปทบทวนอีกครั้ง

ASEANAPOL 3

 

แต่ที่ท่านผบ.ตร.ท่านพูด คงไม่ได้หมายความการสร้างตัวท่านให้ดูยิ่งใหญ่ในหมู่เพื่อนพ้องตำรวจอาเซี่ยนหรอกครับ ท่านหมายถึงการสร้างหน่วยงานของพวกเรา “ตำรวจไทย” ให้ดูมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ใครในอาเซี่ยน ต่างหาก ซึ่งก็แน่นอนครับ ผมก็เป็นอีก “กลไก” สำคัญของงานในครั้งนี้ ทั้งในการเลี้ยงต้อนรับ พิธีเปิด พิธีปิด งานเลี้ยงอำลา….ฯลฯ ก็เลยเกิดความฮีกเหิมที่จะทำงานนี้เพื่อสร้าง Brand ตำรวจไทยให้ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ใครในอาเซี่ยน ซึ่งผมก็มีความมั่นใจจาการเตรียมการของทุกกลไกในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ โดยเฉพาะพี่น้องตำรวจภูธรภาคสอง สังกัดเก่าของผม โดยการนำของท่านพี่วินัย พล.ต.ท.วินัย ทองสอง ก็คงต้องทุ่มแบบ “สุดตัว” ไม่ให้น้อยหน้าชาติใดในปฐพีเป็นแน่แท้ทีเดียวเชียวแหละ

วันนี้ผมก็เลยอยากนำบทความดี ๆ ที่เป็นบทสรุปย่อจากหนังสือ “กุศโลบายสร้างความย่ิงใหญ่” ที่ท่านพี่อู๋ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว นำมาอ้างอิงไว้ เผื่อว่า จะเป็นเครื่องมือ จะเป็นเครื่องสร้่างแรงบันดาลใจ ในการทำหน้าที่ “ให้ดีที่สุด” ให้กับหน่วยงาน ให้กับสังคม หรืออย่างน้อยให้กับตัวพี่น้องเองได้ครับ…ขอเชิญหาความสำเริงสำราญได้เลยขอรับพี่น้อง…..อ้อ หากอ่านจบแล้ว ถ้าไม่ลำบากยากเย็นนัก ผมก็อยากจะวิงวอนให้เขียนคอมเมนต์ใต้บทความหน่อยนะครับ เผื่อจะได้นำมาปรับปรุง ปรับตัว ปรับใจ หาเรื่องที่ถูกใจมาให้อ่านกันครับ อิอิ ……

หนังสือเรื่อง กุศโลบายสร้างความยิ่งใหญ่ เป็นหนังสือที่พิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2495 ซึ่งได้ให้ความหมายไว้ว่า กุศโลบายไม่ใช่กลอุบาย กลอุบายนั้นเป็นของร้ายแต่กุศโลบายนั้นเป็นสิ่งที่ดี มนุษย์อาจจะสร้างความยิ่งใหญ่ขึ้นด้วยกลอุบาย แต่จะเป็นความยิ่งใหญ่ที่ปราศจากรากฐานเหมือนสร้างอาคารขึ้นบนโคลนเลน ความพินาศจะมาถึงในเวลาอันรวดเร็วและผู้ที่สร้างด้วยวิธีนั้นก็จะกลายเป็นคนเลวร้าย หาใช่ผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริงไม่ กลอุบายไม่ให้ผลดีประการใด ส่วนกุศโลบายจะดำเนินไปในทางที่สูงกว่า มีวิธีการหนักแน่นและแนบเนียน เชื่อได้ว่าจะสร้างความยิ่งใหญ่ได้

ลักษณะที่สำคัญที่สุดของผู้ยิ่งใหญ่ มีหลักการให้ดำเนินการเจริญรอยตาม คือ

1.เป็นผู้มีเหตุผล

2.เดินทางสายกลาง

3.ตรงต่อเวลา

4.การมีวิธีทำงาน

5.จิตใจสูง

-ระวังความหลงระเริง ความเผลอตัว เป็นอุปสรรคหนึ่งที่จะทำให้เสียความยิ่งใหญ่

-ความซื่อตรง เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้สร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่ชีวิตได้

-การสร้างความดีและทำคุณประโยชน์ให้เป็นมรดกตกทอดกับชนรุ่นหลัง

-ความรักชาติรักประเทศทำให้ประเทศชาติรุ่งเรืองลอยเด่นก็เป็นสิ่งที่จะสร้างความยิ่งใหญ่ได้เป็นสำคัญ

ผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริงนั้น คือ คนที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่โลกมนุษย์ สร้างความผาสุกให้แก่มวลมนุษยชาติ เช่นผู้ค้นวิชาทางการแพทย์ วิธีป้องกันรักษาโรค ซึ่งเป็นประโยชน์แก่มนุษยชาติอย่างยั่งยืนอีกคติหนึ่งก็คือ ผู้ยิ่งใหญ่นั้น คือ “ผู้ที่นั่งในหัวใจคน ไม่ใช่นั่งบนหัวคน” ผู้ยิ่งใหญ่นั้นจะต้องทิ้งอะไรไว้ ภายหลังที่ตัวตนตายไปแล้ว หรือพ้นจากตำแหน่งหน้าที่แล้ว

ความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงนั้น คือการสร้างผลดีให้แก่ผู้อื่น โดยที่ตนเองไม่ได้รับผล ผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริง คือผู้ที่ไม่ได้รับผลตอบแทนจากงานสำคัญของตน แม้แต่ชื่อเสียง นี่คือการอธิบายความยิ่งใหญ่ของโคลัมบัสความบากบั่นพยายาม เพื่อพบทางคมนาคมใหม่ เพราะเชื่อว่าโลกกลมทำให้เขาพากเพียรอย่างไม่ลดละ ฝ่าฟันอุปสรรคนานาประการจนกระทั่งค้นพบแผ่นดินใหม่ซึ่งอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากร เท่ากับให้โลกใหม่แก่มนุษย์ ไม่มีพระเจ้าในลัทธิศาสนาใด จะสร้างโลกได้จริงเหมือนโคลัมบัส โลกที่โคลัมบัสได้สร้างไว้นั้น เป็นโลกที่อุดมสมบูรณ์มั่งคั่งที่สุดอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ โดยที่ลูกเต้าผู้สืบสายไม่ได้ประโยชน์อันใดเลยแม้แต่เล็กน้อยนอกจากประโยชน์เป็นเงินทองหรือความผาสุกอย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว แม้แต่ชื่อเสียงก็ยังถูกโกงไปสิ่งที่สมประสงค์โคลัมบัสมีข้อเดียว คือ ปณิธานที่โคลัมบัสเขียนไว้คือ

“คงจะมีวันหนึ่งในภายหน้า ที่คนทั้งหลายจะต้องฟังเรื่องของข้าพเจ้าด้วยความสงสาร และจะต้องสรรเสริญงานที่ข้าพเจ้าทำสำเร็จมา”

การสร้างความยิ่งใหญ่ด้วยพิธีการ

พิธีการเป็นเรื่องที่มีอำนาจมากสำหรับสร้างความยิ่งใหญ่ มนุษย์ได้ใช้พิธีการในการสร้างความยิ่งใหญ่มาตั้งแต่สมัยโบราณ และสร้างได้สำเร็จตลอดมาแม้จะสร้างจากรากฐานที่เป็นเท็จหรือหลอกลวง ก็สร้างได้สำเร็จด้วยเหตุนี้พิธีการจึงเป็นของที่ทิ้งเสียไม่ได้

ความศักดิ์สิทธิ์นั้นมีจริงในโลกนี้ จะเป็นอะไรก็ตาม ถ้ามีดวงจิตหลายพันหลายหมื่นดวงไปนอบน้อมนับถือเข้า ความศักดิ์สิทธิ์ย่อมจะมีขึ้น ไม่ใช่เกิดมีขึ้นในตัวเอง แต่เกิดมามีขึ้นด้วยกระแสจิตของมนุษย์ที่สามารถจะสร้างความมหัศจรรย์ได้มากหลาย สิ่งใดที่คนเคารพบูชา ไม่ว่าจะอยู่ในหมู่คนป่าหรือคนเช่นไร ถ้ามีดวงจิตเป็นจำนวนมากเคารพแล้วก็เป็นสิ่งที่ดูหมิ่นไม่ได้ เพราะความศักดิ์สิทธิ์ย่อมจะมี สามารถจะให้ผลดีผลร้ายได้ทีเดียว

จนเกิดเครื่องบูชาชนิดหนึ่ง คือ ศิวลึงค์ ซึ่งมีอานุภาพยิ่งใหญ่ไพศาลถือกันว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์เคารพสักการะกันมากมาย ศักราชบูชาศิวลึงค์ได้บังคับเกิดขึ้นเทวาลัยเทวสถานที่สร้างขึ้นในสมัยแห่งการบูชาศิวลึงค์นี้ก็ทำเป็นรูปสูงโด่งอย่างแบบศิวลึงค์ แต่เมื่องานนี้ตกลงมาถึงมือช่าง ก็รู้จักประดิษฐ์ให้มีรูปร่างลวดลายสวยงามเป็นการถาวรวัตถุมีศิลปะอย่างดี ปรางค์ขอมทั้งหมดได้กำเนิดมาจากศิวลึงค์ นี่คือฤทธิ์อำนาจของพิธีการ ที่สามารถจะทำอะไรก็ได้ให้เป็นของยิ่งใหญ่ขึ้นมา อย่าว่าแต่มนุษย์ให้เป็นเทวดา แม้แต่ของเช่นลึงค์ ก็ทำให้คนบูชากันได้ พิธีการเป็นอุปกรณ์สำคัญที่สุด ที่สร้างความยิ่งใหญ่ พิธีการที่รู้จักใช้รู้จักทำ จะสามารถให้ความยิ่งใหญ่ได้อย่างแท้จริง และความยิ่งใหญ่ที่พิธีการสร้างขึ้นนั้นก็มิใช่สักแต่ว่ายิ่งใหญ่ เป็นความยิ่งใหญ่ที่มีฤทธิ์มีอำนาจ มีความศักดิ์สิทธิ์ได้ด้วย

ในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของพิธีการ เชื่อว่าพิธีการสามารถสร้างความยิ่งใหญ่ให้ได้และไม่เป็นที่เพียงความยิ่งใหญ่อย่างจอมปลอมหรือหลอกคน แต่เป็นความยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง อาจถึงกับเป็นความศักดิ์สิทธิ์ด้วย เพราะพิธีการมีอำนาจโน้มน้อมหัวใจคน ให้เกิดความเคารพยำเกรงและความเคารพยำเกรงนั้น ถ้าได้จากหัวใจหลายพันหลายหมื่นดวงเข้าก็อาจเป็นความศักดิ์สิทธ์อย่างแท้จริงขึ้นมาได้ถ้าเราอยากรักษาความยิ่งใหญ่ของบุคคลหรือของสิ่งหนึ่งสิ่งใด เราจะทิ้งพิธีการเสียไม่ได้ แม้บุคคลที่อยู่ในฐานะอันดียิ่ง ถ้าละทิ้งพิธีการเสียหมดกลายเป็นคนชนิดที่เรียกกันว่าไม่มีพิธีรีตอง ก็เป็นการแน่นอนว่า ความยิ่งใหญ่อันนั้นจะเสื่อมทรามลงไป

เราจะสังเกตได้ว่า ชนชาติที่มีความเจริญยิ่งใหญ่แม้ในชีวิตส่วนตัวของเขาก็ย่อมจะมีพิธีรีตองอะไรมากๆ ซึ่งกลายเป็นประเพณีที่เขาต้องทำ และเมื่อเราเข้าไปเกี่ยวข้องกับเขาเราก็ต้องทำด้วย พิธีการทั้งหลายทำให้ตัวเราเองตีราคาตัวเราสูง ซึ่งชักจูงให้คนอื่นตีราคาเราสูงไปด้วย เราไม่สามารถที่จะสร้างพิธีรีตองสำหรับตัวเราเอง ให้คนอื่นต้องเคารพนอบน้อมเรา เราไม่สามารถจะถือเป็นระเบียบว่า ผู้ที่มาหาเราต้องสวมเสื้อนอกถ้ามิฉะนั้นเราจะไม่รับ การทำอย่างนั้นเราจะได้รับผลตรงกันข้ามก็จะเป็นบ่อเกิดของความเกลียดชัง แต่เราก็มีวิธีการตรงกันข้าม แล้วก็เกิดผลดีกับตัวเราด้วย เช่น ถ้าเราได้รับเชิญจากผู้ใด เช่นการรับประทานอาหาร บอกว่าอย่างเป็นกันเองให้แต่งกายตามสะดวกสบาย ทางที่ดีที่สุดควรแต่งกายให้เรียบร้อยที่สุด เจ้าของบ้านจะต้องให้เกียรติแก่เราเอง

บทเรียนจากชีวิตคน

หลวงวิจิตรวาทการได้ศึกษาชีวิตคนอยู่ สอง คนคือ

1.เซอร์ วอลเตอร์ ราเล่

2.เอิลออฟ บีคอนสฟิลด์

ทั้งสองคนเป็นคนที่ไม่ได้รับการศึกษาดีวิเศษอย่างไร ในสมัยของท่านทั้งสองนั้น อังกฤษมีสถาบันการศึกษาถึงขั้นมหาวิทยาลัยแล้วแต่ทั้งสองไม่ได้รับการศึกษาถึงขั้นสูง เรียนอยู่เพียง2-3ปีแล้วก็เลิกไปแต่ปรากฏว่าทั้งสองมีความรู้ เพราะพยายามค้นคว้าด้วยตนเองวิธีการก้าวสู่ความยิ่งใหญ่ของสองคนนี้แตกต่างกันมาก ราเล่เสี่ยงโชคอยู่ตลอดเวลาเริ่มตั้งแต่การอาสารบกับฝรั่งเศส และชีวิตที่โลดโผนผจญภัยต่างๆ ส่วนดิสราเอลี ไม่ได้ทำอะไรที่มีการเสี่ยงภัย การเสี่ยงนั้นอาจทำให้ขึ้นสู่ความยิ่งใหญ่ได้รวดเร็วกว่าความไม่เสี่ยงแต่การตั้งต้นชีวิตด้วยความเสี่ยงนั้นก็จะเสี่ยงไปตลอดเวลา เสี่ยงไปตลอดชีวิต ดิสราอาลีเป็นตัวของตัวเอง แต่ราเล่ไม่เป็นตัวของตัวเอง ตั้งแต่ได้ความยิ่งใหญ่มาเขาก็มองให้เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่น และราเล่เพิกเฉยต่อศัตรูแม้รู้ว่ามีคนใส่ร้ายให้โทษ ก็ไม่พยายามต่อสู้หรือหาทางแก้ไข ส่วนดิสราเอลี ไม่ยอมที่จะให้มีการกล่าวร้ายอย่างนั้นถ้ามีก็จะรีบระงับ ราเล่เป็นนักรบนักผจญภัยกล้าเสี่ยงกล้าได้กล้าเสียมาในขั้นต้นแต่ชีวิตในตอนกลางและตอนปลายภายหลังที่ขึ้นสู่ความยิ่งใหญ่แล้ว ราเล่ไม่ต่อสู้อะไรเลยปล่อยให้ชีวิตไปตามบุญตามกรรมความล่มจมของเขาก็เกิดจากเหตุนี้ ตรงข้ามกับดิสราเอลี ที่ต่อสู้อยู่ตลอดเวลาไม่ลดละ

ชีวิตคือการต่อสู้ ชีวิตเป็นสงคราม สงครามแห่งชีวิตร้ายแรงกว่าสงครามแห่งประเทศหรือสงครามโลก เพราะสงครามระหว่างประเทศหรือสงครามโลกยังมีเวลาทำสันติภาพได้ ส่วนสงครามแห่งชีวิตไม่รู้จะไปทำสันติภาพกับใครแต่สงครามทั้งสองอย่างนี้ มีลักษณะต่างกันอยู่บ้างสงครามระหว่างประเทศนั้น กำลังทรัพย์อาวุธมีความสำคัญมากส่วนสงครามชีวิตกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ ความนึกคิดของเราเป็นเครื่องวินิจฉัยความแพ้ชนะ ตราบใดที่เรายังไม่แพ้ตราบนั้นเราก็ไม่แพ้ ในทันทีที่เราคิดว่าแพ้เราก็แพ้ทันที

ในสงครามการสู้รบธรรมดาถ้าข้าศึกล้อมเข้ามาจนเหลือแต่ป้อมปราการชั้นใน และข้าศึกยังล้อมเรามั่นคงไว้ เราก็อาจแพ้โดยหมดกำลังและเสบียงอาหารแต่ในสงครามชีวิตนั้นป้อมปราการชั้นในคือดวงจิตของเราที่มีความสำคัญอันดับต้นๆ ถ้าใจของเรายังดีอยู่ ศัตรูจะตีวงเข้ามาสักเพียงใดก็ไม่สามารถพ่ายแพ้ได้

ชีวิตของคนเราจะเป็นอย่างไรย่อมสุดแต่ดวงใจจะบันดาลให้เป็น ไม่มีใครอื่นจะบันดาลความเป็นไปในชีวิตของเราได้ นอกจากดวงใจของเราจะบันดาลเอง เหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในชีวิต เป็นเหมือนดาบคม เราจะใช้มันให้เป็นประโยชน์ได้ หรือมันจะบาดมือเราก็สุดแต่ว่าจะจับมันข้างไหนถ้าจับทางด้ามเราก็ใช้ประโยชน์ได้ ถ้าเราจับทางคมมันก็จะบาดมือเรา ปัญหาจึงอยู่ที่การตัดสินใจของเราว่าจะจับทางไหนเคล็ดลับของการต่อสู้สงครามแห่งชีวิตมีอยู่อย่างเดียว คือต้องจับให้ตรงด้ามเสมอ

ชีวิตมนุษย์จะประสบความสำเร็จ หรือล้มเหลวอยู่ที่ว่ากำลังเบ่งในตัวเรา จะแรงพอที่จะต้านทานกำลังบีบภายนอกได้หรือไม่ เพราะว่ากำลังบีบจากภายนอกนั้นแรงมากถ้ากำลังแบ่งภายในของเราไม่มีเพียงพอเราก็จะถูกบีบแบนและนั้นคือความล้มเหลวในชีวิต แต่ถ้ากำลังเบ่งในตัวเรา แรงเท่ากำลังบีบภายนอกเราก็จะทรงชีวิตอยู่ได้ถ้าเรามีกำลังเบ่งแรงยิ่งขึ้นเราก็จะสามารถเติบโตยิ่งกว่าผู้อื่น ผู้ที่มีกำลังเบ่งน้อยกว่าเราเพราะว่าความโต ความเล็ก ความใหญ่ ความน้อย และความยิ่งความหย่อนนั้นเป็นปัญหาเรื่องเปรียบเทียบเท่านั้นเองการที่คนหนึ่งยิ่งใหญ่กว่าอีกคนหนึ่ง ก็เพราะเขามีกำลังเบ่งสู้กำลังบีบได้มากกว่าเท่านั้น

About the Author

พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์

พล.ต.ต.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้ว, สวนกุหลาบวิทยาลัย (สก.102), เตรียมทหาร (ตท.25), รร.นายร้อยตำรวจ (นรต.41), ปริญญาโท อาชญาวิทยา ฯ, ปริญญาเอก ปรัชญา

Comments

  1. ข้อคิดจากหนังสือที่เกือบลืมไปแล้วว่าเคยได้ยล…..

    ขอบคุณที่เอามาแบ่งปันค่ะ

  2. บางทีราเล่ก็มีเหตุผลนะคะ เพราะ..มองไม่เห็นผู้ที่เป็นมิตรและเป็นศัตรู จำเป็นต้องรอบคอบในการตัดสินใจ
    เพราะไม่อยากให้ใครเป็นเหยื่อ ….ถ้า่เลือกได้ไม่ขอเป็นทั้ง ราเล่ และดิสราเอลี
    ถึงอย่างไร…คุณธรรมต้องมาก่อน… หลักการย่อมเหนือเหตุผล…. เหตุผลย่อมเหนือบุคคล ….
    ความสำเร็จของงานมาก่อนเสมอ….
    จริงมั๊ยคะท่าน…..

  3. ผมอยาก ทราบจังครับ ว่า interpol Europol aseanapol มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่าไรในด้านโครงสร้างและการปฎิบัติงาน

    อยากมี่ความรู้เรืื่องนี้ครับ กำลังทำวิทยานิพนครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *